ผลพวงจากการทำรัฐประหารของพลเอกเกรียงศักดิ์ในปี พ.ศ. 2520 ให้บทเรียน K ว่า เขาเข้าไปยุ่งเกี่ยวกับการเมือง ในครั้งนั้นมากเกินไป
สถานการณ์ทางการเมืองหลังยุครัฐบาลธานินท์ ทำให้K ตระหนักว่า
การมีตัวแทนจากภาคประชาชนเข้า ไปเป็นรัฐบาลยังไม่เพียงพอที่ จะตอบสนองความต้องการของตน
หาก K จำเป็นต้องมีทหารที่เป็นมือเป็นเท้าให้ตนเข้าไปเป็นผู้นำรัฐบาล
นายทหารผู้นั้นจะต้องมีอำนาจ และสามารถทำทุกอย่าง เพื่อตอบสนองความต้องการของ
K โดยไม่คิดถึงตัวเอง ในขณะเดียวกัน ก็สามารถควบคุมกองทัพไปได้พร้อมๆ
กัน บุคคลที่ดูเหมือนจะเพียบพร้อมไปด้วยคุณสมบัติดังกล่าวในสายตาของ K ก็คือ พลเอกเปรม ผู้ซึ่งดำรงตำแหน่งรัฐมนตรี ภายใต้การนำของ รัฐบาลนายเกรียงศักดิ์
ชมะนันท์ สิ่งเดียวที่ K ต้องทำต่อจากนั้นก็คือหาโอกาสเหมาะๆผลักดันเปรม
ให้ก้าวไปสู่การเป็นผู้นำคนต่อไป
ตามสัญญาที่ให้ไว้ หลังการทำรัฐประหาร รัฐบาลองพลเอกเกรียงศักดิ์ ทำการปรับปรุงรัฐธรรมนูญในปี
พ.ศ.
2521 โดยระบอบการปกครอง ของไทย ภายใต้รัฐธรรมนูญฉบับนี้ ประกอบด้วยระบบสองสภา
ได้แก่ 1) วุฒิสมาชิกสภา จำนวน 225 คน จากการแต่งตั้งของ นายกรัฐมนตรี (ไม่ได้มาจากการแต่งตั้งโดย K อีกต่อไป) และ 2) สมาชิกสภาผู้แทนราษฏรที่มาจากการเลือกตั้งจำนวน
310 คน พร้อมกันนี้ กลุ่มขุนนาง และนายทหารสามารถเป็นวุฒิสมาชิกสภาได้
ขณะเดียวกัน นายกรัฐมนตรีและสมาชิกคณะรัฐมนตรี ก็ไม่จำเป็นต้องเป็นสมาชิกรัฐสภา
(นั่นคือไม่จำเป็นต้องมาจากการเลือกตั้ง—ผู้แปล)
ด้วยวิธีการนี้ ทำให้พลเอกเกรียงศักดิ์ สามารถกำหนดบุคคลภายในคณะรัฐมนตรีได้
ซึ่งสมาชิกรัฐมนตรีส่วนใหญ่เป็นที่พอใจของ K และทำให้พลเอกเกรียงศักดิ์ กลายเป็นนายกรัฐมนตรีที่ไม่ต้องมีพรรคการเมืองเป็นของตัวเอง
ก่อนการเลือกตั้งในเดือนเมษายน 2522 พลเอกเกรียงศักดิ์ มีวุฒิสมาชิกสภาเกือบ
200คนในมือ มาจากกลุ่มนายทหาร และตำรวจ ที่พร้อมสนับสนุน ตนในการสืบทอดอำนาจ
ถึงกระนั้นก็ตาม รัฐบาลพลเอกเกรียงศักดิ์ไม่ได้รับการสนับสนุนจากในวัง ทั้งยังมีค ู่แข่งที่น่าเกรงกลัวอย่างหม่อมคึกฤทธิ์
ปราโมช ที่เป็นหัวหน้าพรรคฝ่ายค้าน (พรรคกิจสังคม) ขณะเดียวกัน รัฐบาลพลเอกเกรียงศักดิ์ ยังประสพความล้มเหลวในการแก้ปัญหาของประเทศในขณะนั้น
(ตัวอย่างเช่นปัญหาน้ำมันแพง, เศรษฐกิจตกต่ำ, และภัยอันอาจเกิดจาก การเข้ารุกรานเขมรของเวียดนาม) สถานการณ์เหล่านี้นำไปส
ู่การฉวยโอกาสของ K ผลักดันพลเอกเปรม ขึ้นมาแทนพลเอกเกรียงศักดิ์
และเป็นตัวแทนของราชวงศ์ในการเล่นการเมือง (ผู้แปลขอไม่แปลประวัติอาชีพทหาร
ของพลเอกเปรมในย่อหน้าที่ 1-2 ของ หน้า 277 เนื่องจากคนไทยส่วนมาก ทราบกันดีอยู่แล้วว่านายทหารผู้นี้ได้รับการแต่งตั้งอย่างก้าวกระโดดข้ามหัวนายทหารที่อาวุโสกว่า
ขึ้นมาถึงจุดสูงสุดทางการทหารได้อย่างไร ทั้งนี้มี K ให้การสนับสนุนอยู่เบื้องหลังนั่นเอง)
ในสถานการณ์ย่ำแย่ของรัฐบาลเกรียงศักดิ์ โอกาสของเปรมและในวังก็มาถึงในต้นเ ดือนมกราคม 2523 โดยเปรมยกเลิกแผนการตามเสด็จ
Q and P2 ไปอเมริกา อย่างกระทันหันพร้อมกับวิพากษ์วิจารณ์ปัญหาน้ำมันขึ้นราคาในรัฐบาลเกรียงศักดิ์อย่างหนักหน่วง
และไม่ใช่ความบังเอิญ ที่พลตรีสุตสาย หัสดิน หัวหน้ากลุ่มกระทิงแดงได้ใช้การ ประท้วงต่อต้านคอมมิวนิสต์ โจมตีรัฐบาลเกรียงศักดิ์ ในเวลาใกล้เคียง
(วันที่ 24 มกราคม) ท่ามกลางสถานการณ์ดังกล่าว คึกฤทธิ์เองก็มองเห็นโอกาสที่ตนจะขึ้นมาผู้นำคนต่อไป
ในต้นเดือนกุมภาพันธ์ คึกฤทธิ์และ พรรรคกิจสังคม ได้เคลื่อนไหวต่อต้านรัฐบาลเกรียงศักดิ์
ขณะเดียวกัน กลุ่มยังเติร์กที่เคยสนันสนุน เกรียงศักดิ์ขึ้นสู่อำนาจ ได้หันมาสนับสนุน เปรมขึ้นเป็นนายกรัฐมนตรีคนต่อไป
ทั้งที่เปรมไม่ใช่ผู้ลงสมัครรับเลือกตั้ง
ย้อนกลับไปกล่าวถึงภาวะความตึงเครียดทางการเมืองในปีพ.ศ.2519 ในวังต้องการให้มีการเปลี่ยนผ่านอำนาจ ทางการเมืองอย่างแยบยลผ่าน การทำรัฐประหารอีกครั้ง
อย่างไรก็ตาม ทางวังตระหนักดีว่า ถ้าพลเอกเกรียงศักดิ์ชิงยุบสภาเสียก่อนเพื่อเปิดโอกาสให้มีการเลือกตั้งทั่วไป
ก็จะมีความเสี่ยงที่ว่าผู้นำรัฐบาลคนต่อไปอาจไม่ได้มาจากกลุ่มนายทหาร หรือแม้แต่คึกฤทธิ์เอง
เหตุผลดังกล่าวนำไปสู่การเข้าพบ K ที่เชียงใหม่ ของเกรียงศักดิ์และเปรม
ในวันที่ 28 กุมภาพันธ์เกรียงศักดิ์ได้ลาออกจากการเป็นนายกรัฐมนตรี
ในวันถัดไปหลังจากการเข้าเฝ้า K โดยไม่ยอมยุบสภา การกดดันของ
K ในเรื่องนี้ สร้างความคับข้องใจแ ก่คึกฤทธิ์ ซึ่งก็ถูกบังคับจาก
K เช่นกันโดย K ขอให้คึกฤทธิ์ เรียกประชุมสภานิติบัญญัติ
เพื่อลงมติเห็นชอบให้ K แต่งตั้งเปรมเป็นนายกคนต่อไป การเปลี่ยนแปลงครั้งนี้
ถ้าดูเพียงผิวเผิน จะเข้าใจว่า ทุกอย่างดำ เนินไปตามหลักประชาธิปไตย แต่จริงๆแล้ว มันก็คือการท
รัฐประหารโดยเจ้านั่นเอง และชัดเจนยิ่งขึ้นเมื่อ เปรมได้กล่าว คำปฎิญาณตนในการเข้ารับตำแหน่งในวันที่
3 มีนาคม ว่า พรรคร่วมรัฐบาลภายใต้การนำ ของตน เป็น“รัฐบาลของ K” คำปฎิญาณ ของเปรมถือเป็นจริงเป็นจังมาก และก็ทำให้เขาสามารถอยู่ในตำแหน่งนายกรัฐมนตรีได้นานที่สุด
ถึง 8 ปี ภายใต้การปกป้องอย่างใกล้ชิดของ K
ด้วยระบบน้ำพึ่งเรือ-เสือพึ่งป่า ครอบครัวของ K มีผู้นำรัฐบาลที่มีอำนาจและพร้อมจะรับใช้ราชวงค์อย่างถวายหัว
เช่นเปรม เปรียบเทียบกับ นายทหารคนก่อนๆ เช่น จอมพลสฤษดิ์ ธนะรัชต์ซึ่งถึงจะจงรักภักดีต่อ
K เช่นกัน แต่สฤษดิ์ทุจริตและมักมากในกามารมณ์, จอมพลถนอมและ จอมพลประภาส ทำตัวไม่มีประโยชน์ (ต่อ
K และครอบครัว) และได้รับการหนุนหลังจากสหรัฐอเมริกา,
สัญญา ธรรมศักดิ์ และหม่อมราชวงค์ คึกฤทธิ์ ปราโมช อ่อนแอและให้ความสำคัญกับรูปแบบประชาธิปไตยตลอดจนเสียงจากมวลชนมากเกินไป
ธานินทร์ กรัยวิเชียร เป็นคน ไม่หยืดหยุ่น และไม่สามารถควบคุมกองทัพ ในขณะที่ เกรียงศักดิ์ทำตัวเป็นอิสระมากเกินไป
(ไม่ค่อยรับใช้K และครอบครัว เท่าที่ควรจะทำ -ผู้แปล)
เปรมต่างจากคนอื่นตรงที่เป็นคนเข้มแข็ง, เชี่ยวชาญหลายเรื่อง, และไม่เคยแสดงออกถึงความยากร่ำอยากรวยหรือชมชอบในอำนาจให้ K เห็น เปรมเข้าใจดีว่า K ไม่สนใจกับการบริหารประเทศไปวันๆ
แต่ K ต้องการใครสักคนที่สามารถตอบสนองสิ่งที่ K สอนเชิงสั่งให้ทำ (issued instructions) หรือ ออกความคิดเห็นให้ทำ ทั้ง K และ เปรม มีความเชื่อเหมือนกันในวิธีแห่งการจัดลำดับทางสังคมแบบไทยๆ
และคุณค่า ของการจัดลำดับทางสังคมและสาธารณะ โดยการทำให้เห็น และบังคับใช้ให้เป็นตัวอย่างก่อน
และถ้าจำเป็นก็ต้อง ใช้การบังคับ ให้ทำตาม โดยไม่ต้องคำนึงถึงกฎหมาย หลักความคิดเหล่านี้ได้
ปรากฎอย่างเป็นรูปธรรมในช่วงดำรงตำแหน่ง นายกรัฐมนตรี ของเปรม (2523-2531) ซึ่งถือเป็นช่วงแห่งความรุ่งโรจน์ของราชวงค์ที่ได้รับการยกย่อง ย่างสูงส่ง และการให้ความ สำคัญต่อกองทัพ ตลอดจนภาคธุรกิจ ที่สนับสนุนเปรม
ในช่วง 8 ปีนี้ Kเข้าแทรกแทรกบทบาท ทางการเมืองของเปรมอย่างไร้ยางอาย
(unabashed) ในทำนองเดียวกัน เปรมก็ไม่มีความละอายที่จะร้องขอความช่วยเหลือจากในวัง
จนเป็นที่รู้กันว่า “เมื่อใดที่เปรมช้ำชอกเขา ก็จะเข้าวังเพื่อ รับการรักษาเยียวยา
และปลอบประโลมให้ลุก ขึ้นมาใหม่”จากการที่เปรมมีทุกวันนี้ได้เพราะในวังส่งเสริม
จึงเรื่องที่เข้าใจได้ ว่าทำไมเขาทำ ทุกอย่างเพื่อตอบสนองความต้องการของ K และครอบครัวของ K
ยิ่งไปกว่านั้น K และเปรมได้พยายามจะทำความคิด “รัฐบาลของ
K” ให้เป็นรูปธรรมมากขึ้นโดยการก่อตั้งระบบ วัง-กองทัพ (a palace-army hierarchy) ขึ้น ภายใต้ความคิดนี้
คนของ Kจะเป็นผู้ดำรงระบบให้คงอยู่โดยการส่งเสริมกลุ่มมืออาชีพที่มีเชื้อสายเจ้า
(royal professionals) เข้าไปดำรง ตำแหน่งสำคัญๆในเหล่าทัพ อย่างไรก็ดี
ความคิดนี้นำไปสู่การแข่งขันอย่างทุจริตของบุคคลในกองทัพ เพื่อทำให้ตน หรือพรรคพวก ของตนได้เป็นที่โปรดปรานของในวัง
ผลก็คือความสามัคคีในเหล่าทัพแตกออกเป็นเสี่ยงๆ และการแบ่งฝักแบ่งฝ่ายเกิดมากขึ้น ส่งผลให ้เสถียรภาพทางการเมืองของเปรม
สั่นคลอน และเพิ่มความรุนแรงตามกาลเวลา สิ่งเหล่านี้หาได้รอดพ้นสายตาจากในวัง หลังจากการ ต่อสู้และความขัดแย้งภายในกองทัพเกิดขึ้นหลายครั้งเข้าม.ร.ว.ทองน้อย ทองใหญ่ ซึ่งเป็นเลขาคณะองคมนตรีของ
K ได้ออกมาแสดง ความคิดเห็นว่ามีเพียง K เ ท่านั้นที่จะสามารถเป็นผู้นำของประเทศ
ภายใต้คำถามที่ว่า “คุณคิดหรือว่า ยังมีคนที่เป็นที่นิยม
(ของประชาชน) มากที่สุดและสามารถเป็นผู้นำของชาติ
ที่จะพาประเทศก้าวผ่านความยากลำบากและการทุจริตไปได้? ประชาชนไม่มีความเชื่อมั่น ที่จะหาคนเช่นนั้นได้
คงจะมีสถาบันกษัตริย์เท่านั้น และ K ของเราสามารถทำได้
การขึ้นมามีอำนาจในช่วงแรกๆของเปรมยังไม่เป็นขี้ปากของชาวบ้านนักในช่วงการรุกรานเขมรของเวียดนาม
และการคุกคามของ พรรคคอมมิวนิสต์ ต่อความมั่นคงของประเทศไทย ด้วยการสนับสนุนของ K เปรมได้ใช้ความเปราะ บางของสถานการณ์ดังกล่าว เข้าควบคุมกำลังทหาร
ด้วยกรอบการทำงานการใช้นโยบายการเมืองนำการทหารเพื่อต่อต้านการกบฎ และปราบคอมมิวนิสต์(ภายใต้คำสั่งที่ 66/2523 และ 65/2525) ซึ่งนับว่าประสบความสำเร็จเป็นอย่างดี ส่วนหนึ่งเป็นผลมาจากความขัดแย้งภายในพรรคคอมมิวนิสต์
แห่งประเทศไทยด้วย
สิ่งที่สำคัญไปกว่านั้นก็คือ การวางกำลังและอิทธิพลของทหารในรัฐบาลและสังคมไทย โดยมุ่งใช้อำนาจทางทหารในการสร้างระบอบการเมือง ที่เป็นประชาธิปไตยอย่างแท้จริง(ฟังดูขัดแย้งกันเองอย่างไรชอบกล-ผู้แปล) สร้างสังคมที่เป็นธรรม และขจัดการทุจริต เพื่อตอบสนอง ความต้องการของ
K มันเป็นภาระอันหนักหน่วงของเปรมที่ต้องเผชิญทั้งแรงต้านจากสังคมพลเรือน
และจากระบบทุนนิยมแบบผูกขาด ที่สร้างความไม่พอใจให้กับคนในสังคมถือเป็นอีกหนึ่งการทำรัฐประหารเงียบของปีพ.ศ.2523 มีการออกกฎหมาย สนับสนุนรัฐธรรมนูญและ รัฐสภาแห่งระบอบประชาธิปไตยโดยมี
K เป็นประมุข อย่างไรก็ตาม ภายใต้กรอบการทำงานดังกล่าว ทั้งรัฐธรรมนูญและรัฐสภาถูกกดเอาไว้
ใต้การบริหารอำนาจและการจัดการของ Kและเปรมผ่านทางกองทัพ ผลลัพธ์ที่เกิดขึ้นก็คือ
กองทัพได้รับอำนาจอย่างชอบธรรม ให้อยู่เหนือระบอบรัฐสภาและรัฐธรรมนูญ โดยเป็นรองอยู่สถาบันเดียว
คือ “ราชบัลลังก์”
ถึงกระนั้น เปรมก็ยังไม่มีความชัดเจนว่าจะทำอะไรดีกับอำนาจที่เขาได้มานอกเหนือไปจากการดำเนินบทบาทภายใต้ระบบวัง-กองทัพ ที่ตนและ
K ร่วมกันวางไว้ เปรมใช้เวลาส่วนใหญ่ในช่วง4 ปีแรกสำหรับปกป้องตำแหน่งเขา
โดยเขาต้องพึ่ง K มาก สิ่งที่เห็นได้ชัดในช่วง 2-3 เดือนหลังจากเปรมขึ้นเป็นผู้นำในปี 2523 ก็คือ เขาได้ใช้ทั้งขนบธรรมเนียม,
ประเพณี, และกฤหมาย ในการเพิ่มอำนาจให้กับตัวเอง
เพื่อความมั่นคงในอำนาจของตน นอกเหนือจากดำรงตำแหน่งนายกเปรมยังเป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม
สิ่งเหล่านี้ (ดำรงตำแหน่งสูงๆ และสำคัญมากกว่าหนึ่งในเวลาเดียวกัน)
ไม่ใช่เรื่องปกติและกระทำได้ง่ายๆ ภายหลังเผด็จการถนอม-ประภาสในช่วงพ.ศ.2517-2518 ที่เปรมทำได้ก็เพราะได้รับไฟเขียวจาก
K กระ นั้น เปรมไม่สามารถหลีกพ้นคำครหาจากสาธารณะในเรื่องการควบอำนาจ
และเป็นที่รู้กันว่า เปรมจะลาออกจากตำแหน่งในกองทัพ เมื่อเขาอายุครบ 60 ปีในเดือนตุลาคมของปีเดียวกัน
อย่างไรก็ตาม ในช่วงปลายเดือนสิงหาคม กองกำลังทหารของพลเอกอาทิตย์ กำลังเอกซึ่งกำลังเป็นที่โปรดปรานของ Q ขณะนั้น ได้ยื่นร้องทุกข์ต่อ
K ให้เลื่อนการเกษียณอายุของเปรมไปอีกปีหนึ่ง ทั้งนี้พลเอกอาทิตย์ซึ่งคิดว่าตัวเอง จะเป็นทายาทผู้สืบทอดอำนาจ ผู้บัญชาการทหารบกต่อจากเปรม
ต้องการให้เปรมอยู่ในตำแหน่งต่อสักพัu3585 กเพื่อสกัดนายทหารคู่แข่งและมีอายุราชการอาวุโสกว่าพลเอกอาทิตย์
นั่นคือ พลเอกสัณห์ จิตรปฏิมา การต่ออายุ ราชการทหารของเปรมในครั้งนั้น ได้รับการวิพากวิจารณ์อย่างขว้างขวาง
แม้แต่สมาชิกในคณะรัฐบาลของเปรมเองโดยเปรียบเทียบว่าเหมือนกับการกระทำในสมัยจอมพลประภาพที่นำไปสู่การกบฏใน
ปีพ.ศ. 2516อย่างไรก็ตาม เปรมได้เข้าเฝ้า
K ในวันที่ 1 กันยายน หลังจากนั้นเขาได้ประกาศว่า
K ได้สนับสนุนการต่ออายุราชการทหารของเขา คณะรัฐมนตรีได้เรียกร้องให้เปรมแสดงหลักฐานดังกล่าว
ต่อมาพวกเขาถูกเรียกตัวให้เข้าเฝ้าในวันที่ 1 กันยายน ไม่มีการรายงานว่า
K กล่าวอะไรกับคณะรัฐมนตรีที่เข้าเฝ้า แต่หลังจากนั้น คณะรัฐมนตรีได้ให้การรับรองการต่ออายุผู้บัญชาการกองทัพของเปรม
มีนักการเมืองรุ่นใหม่ส่วนหนึ่งที่ยังไม่เงียบ อาทิ ชวน หลีกภัย ได้ออกมากล่าวว่า
การต่ออายุตำแหน่งข้าราชการ ของเปรมเป็นการกระทำ ที่ไม่เป็นประชาธิปไตย และกลุ่มยังเติร์กบางส่วนได้ออกมาคัดค้านเช่นกัน
ขณะที่ส่วนใหญ่ของกลุ่มยังเติร์กให้การสนับสนุนอาทิตย์ การคัดค้านที่ดูเหมือนจะมีนัยยะต่อสังคมมากที่สุด
ก็คือการออกมาเคลื่อนไหวประท้วงของนักเรียน กลุ่มเล็กๆแต่นักเรียนกลุ่มนี้ ต้องหยุดประท้วงไปในที่สุด
เพราะถูกข่มขู่จากกลุ่มกระทิงแดงที่พลตรีสุตสายหัสดิน เป็นหัวหน้าและได ้ออกมาประกาศก้องว่า “ประชาชนควรจะรู้ว่า
ฉันเป็นคนที่อันตราย”
ในวันที่ 5 ธันวาคม 2523 K ได้กล่าวสนับสนุนเปรมในวันคล้ายวันเกิดของเขา
และส่งสารถึงกลุ่มที่รักประธิปไตยว่า “กลุ่มคนที่ฉลาดที่ยืมทฤษฎีมาจากต่างประเทศ
ฉันใช้คำว่า “ยืม”เพราะว่า สิ่งเหล่านี้ไม่ใช่ของเรา
นักวิชาการยืมเทคโนโลยีมา และพยายายามจะใช้มันเพื่อสร้างความเจริญแ ก่ประเทศไทยเพียงเพื่อที่พวกเขาจะได้รับคำชื่นชม
(จากเจ้าของเทคโนโลยี-ผู้แปล) ต่อการนำเทคโนโลยีและทฤษฎีที่ไม่เป็นไทยมาใช้” คำพูดในวันนั้นของ
K แสดงให้สังคมรับรู้อย่างชัดเจนถึงความสัมพันธ์อันแน่นแฟ้นระหว่างเปรมและในวัง
ภายใตก้ารบริหารประเทศและการปราบปรามผ ู้ก่อการอันเป็นคอมมิวนิสต์ของเปรมการนำคำสั่งที่ 66/2523 มาใช้ สามารถเร่งการล้มสลายของพรรคคอมมิวนิสต์แห่งประเทศไทยให้เร็วขึ้น
กลุ่มนักศึกษา และผู้ที่เข้าป่าไปร่วมกับพรรคคอมมิวนิสต์u3652 ได้ออกจากป่ามามอบตัวต่อทางราชการเป็นจำนวนมาก ในปีพ.ศ.2524 พรรคคอมมิวนิสต์ที่ต่อต่านยังคงเหลืออยู่บ้าง ในพื้นที่ส่วนใต้สุดของไทย,
รอบๆ เขาค้อ, และภาคเหนือตอนล่าง ในเดือน มกราคม
2524 K ได้วางแผนโครงการพัฒนาแหล่งน้ำ บริเวณเขาค้อ ในครั้งนั้น พลเอกพิจิตร
กุลละวาณิชย์ได้เป็นผู้ช่วยเปรมเข้าปราบปราม พรรคคอมมิวนิสต์ในพื้นที่ป่าเขาค้อ ทั้งทางบกและทางอากาศ
เป็นเวลาถึง 5 เดือนเต็มเพื่อเข้ายึดพื้นที่สีชมพู (บริเวณรอบเขาค้อ) คืนจนสำเร็จ นำไปสู่การล่มสลายของพรรคคอมมิวนิสต์แห่งประเทศไทย
ในครั้งนั้นรัฐบาลเสียกำลังคน 1,300 นายในการต่อสู้ และพื้นที่ป่าเขาค้อถูกทำลายจนไม่เหลือสภาพ
ขณะเดียวกัน สถานภาพทางการเมืองของเปรมในกรุงเทพก็ไม่สู้ราบรื่นนัก ในภาวะบ้านเมืองตกต่ำ
พรรคการเมืองฝ่ายรัฐบาล ได้เติบโตพร้อมกับมีผลประโยชน์ต่างตอบแทนต่อผู้สนันสนุนพรรคด้วยการทุจริตในรูปแบบต่างๆ
ที่ถูกต่อต้านจากสาธารณะ ในช่วงต้นปีพ.ศ.2524 มีกระแสว่าเปรมมีแผนการจะต่ออายุการเป็นผู้บัญชาการทหารบกของเขา
ออกไปอีก ส่งผลในให้นักการเมืองจำนวนมากที่หวังว่าจะได้เปรียบในเกมการเมือง ครั้งต่อไปลาออกจากการเป็นรัฐมนตรีในรัฐบาลเปรม
กระทั่งคึกฤทธิ์เองก็เตรียมแผนที่จะนำพรรคการเมืองของเขาเข้ามาเป็นผู้นำรัฐบาล
หากดูเหมือนว่าเปรมไม่มีทีท่าว่าจะลงจากตำแหน่งง่ายๆ เปรมได้เตรียมจัดตั้งรัฐบาลผสมทีมใหม่ขึ้นมา
โดยมีกลุ่มทหารขวาจัดเป็นแกนนำ กลุ่มคนที่เป็นหัวหอก ได้แก่ พลตรีสุตสาย หัสดินและ
พลเอกประจวบ สุนทรางกูล ซึ่งมีความหวาดกลัวว่าจะมีการหวนกลับมา อีกครั้งของกลุ่มขวาจัด
อย่างที่คาดไว้ K ได้ให้การอนุมัติบัญชีรายชื่อคณะรัฐบาลที่เปรม จัดตั้ง ในคืนวันที่
31 มีนาคม2524 ได้มีความพยายามของกลุ่มทหารต่างฝ่ายกระทำรัฐประหาร
แต่ทำไม่สำเร็จ และกลายเป็นรัฐประหารโกหกในวันรุ่งขึ้นไป (April Fools’ Day
coup) ความล้มเหลวในความพยายามจะทำรัฐประหารครั้งนั้น เน้นให้เห็นความสำพันธ์ที่แน่นแฟ้นระหว่าง
K และเปรมในช่วงเวลาดังกล่าว
กลุ่มยังเติร์ก (จปร.7) เป็นผู้นำในการทำรัฐประหารในช่วง
31 มีค.-1 เมย.2514 กลุ่มทหารเหล่านี้เป็นหทารมืออาชีพ ที่มีประสบการณ์ผ่านสมรภูมิการรบในลาวและเวียดนามมาแล้ว
และเคยให้การสนับสนุนเปรมในช่วงปีพ.ศ. 2523 ในกลุ่มยังเติร์กที่มีความสัมพันธ์ อย่างใกล้ชิดกับเปรมได้แก่ มนูญ รูปขจร และจำลอง
ศรีเมือง จะเห็นได้ว่า หลังจากเปรมขึ้นสู่อำนาจในปี 2523จำลองได้เป็นเลขาธิการประจำสำนักนายกรัฐมนตรี
กระนั้นก็ตาม นายทหารกลุ่มยังเติร์กไม่ได้ ชื่นชอบการอุปถัมถ์ทางการเมือง ของราชวงศ์
(นี่คือจุดต่างจากเปรม)
รายละเอียดของรัฐประหารโกหกในวันที่ 1 เมษายน ถูกทำให้คลุมเคลือโดยในวังและผู้มีส่วนร่วม
เพื่อปกป้องชื่อเสียงของ Q และเปรม และนี่ก็ไม่ใช่การทำรัฐประหารต่อต้านเปรม
แต่เป็นรัฐประหารต่อต้านการ กระทำของเปรมที่อาศัยอำนาจ ทางการทหารของเขาปกป้องตัวเอง ให้รอดพ้นจากกลุ่มผู้ต้านในรัฐสภา
กลุ่มยังเติร์กไม่มีความสุขต่อการสนับสนุนนักการเมืองและข้าราชการทุจริต ตลอดจนการชื่นชมพลเอกอา
ทิตย์ กำลังเอก อย่างออกนอกหน้าของในวัง มีหลายคราที่มนูญและ พลเอกสัณห์ จิตรปฏิมา
เข้าพบเปรม และขอร้องให้เปรมล้มเลิกระบบรัฐสภาและรัฐธรรมนูญ และปกครองประเทศตามแบบฉบับของจอมพลสฤษดิ์ในปีพ.ศ. 2501 ดูเหมือนว่าในครั้งแรก เปรมจะเห็นด้วย ดังจะเห็นได้จากการที่
กลุ่มผู้นำรัฐประหาร (ในคืนที่ 31 มีนาคม 2524)ได้เคลื่อนกำลังเพื่อเข้าควบคุมกรุงเทพ อย่างไรก็ตาม Q ได้เข้าแทรกแซงและเรียกตัวเปรม เข้าเฝ้าที่วังจิตรลดา ทั้งนี้ก็เพราะ
Q ต้องการปกป้องพลเอกอาทิตย์ โดย Q ได้โทรศัพท
์ถกเถียงกับผู้นำรัฐประหารเป็นเวลานาน และเรียกร้องให้กลุ่มผู้นำรัฐประหารเข้ามาเฝ้าในวังเพื่อจะได้พูดคุยกันเมื่อได้รับการปฎิเสธจากกลุ่มผู้นำรัฐประหาร
Q ได้หันมาเกลี้ยกล่อมให้เปรม และ K ยกเลิกการสนันสนุนการทำรัฐประหารดังกล่าว กลุ่มผู้นำรัฐประหารได้เดินหน้าต่อไป และประกาศการเข้ายึดครองอำนาจ ในช่วงเช้ามืดของวันที่
1 เมษายน 2524 ในขณะเดียวกัน เปรมได้อพยพครอบครัวราชวงค์ทั้งหมดโดยเคร
ื่องบิน(เฮลิคอปเตอร์) ไปยังฐานทัพบกภาคที่
2 ที่โคราช ที่อาทิตย์เป็นผู้บัญชาการทหารอยู่ บนชั้นที่สองของที่พักส่วนตัวของเปรม
Q, อาทิตย์ และ เปรม ได้เปิดศึก ุถุ่มเถียงกันขึ้นโดยประเด็นสำคัญว่าใครกันแน่ที่เสวยสุขจากความชมชอบของราชวงศ์และทำเพื่อ
K อย่างแท้จริง ในตอนบ่ายของวันเดียวกัน เปรมได้ออกอากาศว่า ครอบครัวของราu3594
ชวงศ์อยู่กับเขา และการกระทำของกลุ่มรัฐประหาร เป็นปฎิปักษ์ต่อประเทศชาติและราชบัลลังก์
เปรมได้ตราหน้ากลุ่มผู้ทำรัฐประหาร ว่าเป็นพวกน่าละอายและเหยียดหยามว่า ไม่กล้าแม้แต่จะเข้าเฝ้า
K ในที่สุด Q (ไม่ใช่ K) เป็นผู้ออกมาเรียกร้องให้มีความสมัครสมัคคี พร้อมกับตำหนิผู้วางแผนก่อการรัฐประหาร รัฐบาลของพระเจ้าแผ่นดินภายใต้การนำของนายกเปรม
คำพูดของ Q ถูกถ่ายทอดซ้ำเป็นระยะๆ ในอีก 36 ชม. ถัดมาหลักฐานที่แสดงจุดยืนของราชบัลลังก์ ในเวลาต่อมาอีกอย่างก็คือ
ในวันที่ 2 เมษายน ซึ่งเป็นวันคล้ายวันเกิดของ P3 นั้น รูปของ P3ไ ด้ปรากฎบนหน้าหนึ่งของหนังสือพิมพ์หลายฉบับพร้อมกับคำบรรยายใต้รูปว่า
P3 ได้อยู่กับเปรมที่ฐานทัพภาคที่ 2
ในขณะที่ K ยังเงียบอยู่ ผู้นำรัฐประหารกล่าวหาเปรมว่าลักพาตัวครอบครัวราชวงศ์ และแถลงการณ์ว่า
เปรมใช้ราชวงศ์ เป็นเกราะกำบังและดึงเอา K มายุ่งเกี่ยวกับการเมือง
และอธิบายว่าคณะรัฐประหารไม่ได้ปฎิเสธการเข้าเฝ้า K แต่เป็นเปรมเองที่ไม่ยอม ให้พวกเขาเข้าเฝ้า
K“คณะปฎิวัติมีความปรารถนา ที่จะส่งตัวแทนเข้าเฝ้า K และ Q….เราต้องการอธิบายความจริงต่อ Kและประชาชน”
อย่างไรก็ดี เปรมถือไพ่เหนือกว่า เขาประกาศว่า “กองทัพเกือบทั้งหมดเข้าข้างตน และ
Kก็อยู่กับพวกเรา หากในความเป็นจริง เปรมใช้เวลาถึง 2 วันในการล็อบบี้ผู้บังคับบัญชาการทหารภาคต่างๆ ให้มาอยู่ข้างเปรม ท้ายสุดได้มีการใช้กำลัง บังคับให้มนูญและพรรคพวก เข้ามอบตัวต่อพลเอกอาทิตย์
ในตอนเช้าวันของวันที่ 3 เมษายน พร้อมกับภาวะการเป็นผู้นำของเปรมก็รอดพ้นจากการถูกปล้นอีกครั้ง
โดยแทบจะไม่มีการใช้ความรุนแรง
ความคลุมเครือในการวางตัวของ K ต่อรัฐประหารโกหกเดือนเมษา เป็นเทคนิคป้องกันไม่ให้ชื่อเสียงของ
Kเสียหาย หรือถ้าจะเสียหาย ก็ให้น้อยที่สุด แต่หลังจากนั้น การที่
K ยังติดอยู่กับเปรม ก็เป็นตัวอธิบายได้ดีว่า K ยังคงสนับสนุนเปรม ให้คงอำนาจอยู่ในรัฐบาล กระนั้นก็ตามยังมีปัจจัยอื่นๆ เข้ามาเกี่ยวข้อง มีการนิรโทษกรรม ต่อผู้ทำรัฐประหารทั้งหมดอย่างเร่งด่วน เนื่องจากมีความเข้าใจ ผิดท่ามกลางลูกๆ
ของ K เกี่ยวกับความปลอดภัย ดังจะเห็นได้จากมีการวาง ระบบรักษาความปลอดภัยอย่างเข้มงวด กว่าปรกติในการปรากฎตัวในที่สาธารณะของครอบครัวราชวงศ์ในu3594
ช่วงอา ทิตย์แรกๆ หลังการรัฐประหารในปีถัดมา ทั้งเปรมและอา ทิตย์ลอดพ้นจากการถูกลอบสังหารหลายครั้งหลายครา
โดยผู้ต้องสงสัยเป็นคนในกองทัพนั่นเอง เหตุการณ์เหล่านี้ทำให้ Kตระหนักว่า การยุ่งเกี่ยวทางการเมืองและการแบ่งแยกเป็นฝักฝ่ายในกองทัพเป็นอันตรายต่อราชบัลลังก์
ซึ่งก็ตรงกับที่ได้รับรายงาน เป็นการส่วนตัวจากเจ้าหน้าที่ที่ทำงานให้กับในวัง
กระนั้น K ไม่ได้ส่งสัญญาณว่าจะดำเ นินการต่อปัญหาดังกล่าวอย่างไร อย่างไรก็ตามเปรมตัดสินใจไม่ต่ออายุราชการทหารของเขาในปีหน้า
แต่นั่นก็ไม่ใช่ปัญหาว่าเขาอาจจะสูญอำนาจในตำแหน่งนายก เพราะ K รับรองให้เขาเป็นนายกรัฐมนตรีต่อไปอย่างน้อยอีกหนึ่งปี หลังจากความล้มเหลวในการทำรัฐประหารของกลุ่มยังเติร์กเมื่อ
1 เมษายน ที่ผ่านมา พลเอกอาทิตย์ก็ได้รับการเลื่อนขั้น ขึ้นอย่างรวดเร็วให้มีอำนาจเป็นรองแค่เปรมเท่านั้น
และได้เป็นผู้บังคับบัญชาการทหารบกสาน ต่ออำนาจผู้นำทางการทหารต่อจากเปรม ในปีพ.ศ.2525 หลังจากที่เปรมลงจา กตำแหน่งในปีนั้น
ในเจ็ดปีแห่งความสับสนวุ่นว่ายถัดมา สถานภาพและบทบาททางการทหารและรัฐสภาของเปรมยังคงได้รับการปกป้องภายใต้ร่มเงาของ K ทั้งสองคนยังพบปะกันอย่างมิได้ขาด
และ Kยังได้ส่งสัญญาณให้สาธารณะชนรับรู้อย่างสม่ำเสมอว่าเขายังสนับสนุนเปรม
ที่โดดเด ่นที่สุดจะเห็นจากการสนับสนุนเปรมผ่านเชิงสัญลักษ์ณทางศาสนาพุทธ ดังที่ปรากฎในเดือนกรกฎาคม
2525ที่ K ป่วยหนักด้วยโรค mycoplasmic
infection และปอดบวม และในวังหวาดวิตกว่า K อาจจะตายK
กล่าวถึงการป่วยของเขาในเวลาต่อมาว่า เขาได้ก้าวผ่านแดนสนธยา หลังจากนอนป่วยบนเตียงอยู่สามอาทิตย์
K ลุกขึ้นไปเดินเล่นเป็นการส่วนตัวในสวนจิตรลดาโดยมี P3 และเปรมเดินตามอยู่ข้างหลัง จากภาพที่ปรากฎสะท้อนให้เห็นตำแหน่งของเปรมดุจดังเจ้าฟ้าชายอาวุโสของราชวงศ์จักรี
ระหว่างทางของการเดินเล่น K ได้ขอให้หญิงในวังที่เฝ้าสระเด็ดดอกบัวในสระให้
หญิงดังกล่าวเด็ดดอกบัวส่งผ่านเปรมซึ่งคุกเข่า และยื่นดอกบัวส่งต่อให้ K อีกทอดหนึ่ง K รับดอกบัวไปจ้องมองก่อนส่งคืนอย่างนุ่มนวลให้เปรม
แน่นอนว่า ภาพดังกล่าวตกเป็นข่าวทางทีวีและตามหน้าหนังสือพิมพ์ และการสนับสนุนเปรมของ K ผ่านทางสัญลักษณ์ทางu3624
ศาสนาก็เป็นที่รับรู้ของประชาชนอย่างง่ายดาย นั่นคือ ดอกบัวในทางศาสนาพุทธ
เปรียบเสมือนความบริสุทธิ์และการตรัสรู้ ดอกไม้ชนิดนี้ปรกติใช้สำหรับบูชาพระส่วนหญิงในวังผู้ซึ่งเด็ดดอกบัวยื่นให้เปรม
ตระหนักว่า เปรมเป็นบุคคลที่ทรงเกียรติพอ ที่จะส่งต่อดอกบัวให้กับ K ท่าทีการถือดอกบัวของ K ตลอดจนการจ้องมองอย่างพินิจของเขา
เปรียบเสมือนการแสดงตนคล้าย ดังพระพุทธเจ้าที่เต็มไปด้วยกรุณาคุณ และการที่
K ส่งดอกบัวต่อให้เปรม ก็เป็นการยืนยันถึงบุญบารมีอันยิ่งใหญ่ของเปรม
เช่นเดียวกัน
ในที่สุด K ก็หายป่วย และเปรมยังครองอำนาจในการผู้นำอย่างเข้มแข็ง ท่ามกลางปัญหาเศรษฐกิจตกต่ำทั่วประเทศ
ผู้บังคับบัญชาทหาร (พลเอกอาทิตย์) ยังมีความสุขกับการได้รับอนุญาตให้เข้าออกในตำหนัก
โดยรอบตัว Q เต็มไปด้วยนายทหารและตำรวจชั้นนายพล ตลอดจนเหล่าภรรยาที่เข้าเฝ้ารับใช้อย่างไม่ขาดสาย
แขกที่ได้รับเชิญไปงานเลี้ยงในวังบ่อยที่สุดคือบรรดานายทหารชั้นผู้ใหญ่ โดยเหล่านายพลจะผลัดเปลี่ยนกันเต้นรำกับ
Q และร้องเพลง ขณะที่K เป่าแซกโซโฟน อย่างไรก็ตาม
นักการเมืองและนักธุรกิจแทบ จะไม่เคยได้รับเชิญไปงานดังกล่าว
ท่ามกลางความรื่นเริงในวัง รัฐบาลภายใต้การนำของเปรมได้ตอบโต้เสียงติฉินและวิพากษ์วิจารณ์การทำงานของรัฐบาล ว่าเป็นการกระทำของพวกศัตรู ของชาติและคอมมิวนิสต์
มีกลุ่มนักเรียนทำการประท้วงปัญหาเศรษฐกิจตกต่ำ ปลายปี 2525 แต่ถูกกลุ่มกระทิงแดงและลูกเสือชาวบ้าน
ข่มขู่บังคับให้หยุดชุมนุม ทั้งนี้ กลุ่มลูกเสือชาวบ้านถูกกล่าวหาว่า มีส่วนพัวพันในการฆาตกรรมนักเรียนซึ่งเป็นผู้นำการประท้วงต่อต้านการขึ้นค่ารถเมล์ที่จังหวัดประจวบคีรีขันธ์
ในยุคของเปรม รัฐบาลตกอยู่ใต้อำนาจของสถาบันทหารอย่างถาวรภายใต้การนำของ Kดังจะเห็นได้จากส่วนหนึ่งของรัฐธรรมนูญ
2521 ที่ให้ทหารมีอำนาจครอบงำวุฒิสภาชิกสภาและอนุญาตให้นายทหารสามารถรับตำแหน่งทางการเมือง
โดยไม่จำเป็นต้องมาจากการเลือกตั้งช่วงเวลาหัวเลี้ยวหัวต่อสิ้นสุดในเดือนเมษายน
2526 หลังจากที่อำนาจของรัฐสภาถูกทำให ้ลดลงและข้าราชการพลเรือน-ทหารถูกห้ามใม่ให้เข้ารับตำแหน่งทางการเมือง ในขณะเดียวกัน พรรคการเมือง พรรคเล็กพรรคน้อยถูกผลักดันให้มีการรวมตัวเป็นพรรคใหญ่
พรรคเดียว เพื่อแก้u3611 ปัญหารัฐบาลผสมที่ขาดเสถียรภาพและการ ปฎิบัติหน้าที่ไม่ค่อยได้ผล
ในทางปฏิบัติ การเมืองแบบพรรคเล็กพรรค์น้อยเป็นผลดีต่อเปรม ผู้ซึ่งคอยยุให้พรรคการเมืองตีกันเอง
โดยมีในวังสนับสนุนการกระทำดังกล่าว ในเดือนมกราคม 2526 เปรมได้ทำให้โครงสร้างเฉพาะกาลกลาย เป็นสิ่งถาวรผ่านทางการแปรญัตติรัฐธรรมนูญ
ครั้งหนึ่ง เปรมเจอการต่อต้านอย่างหนักโดยไม่คาดหมายจากรัฐสภา และแม้กระทั่งจากกลุ่มนายพลหทารหัวก้าวหน้า
ผู้ช่วยของเปรมขณะนั้น พลเอกพิจิตรกุลละวานิชย์ แนะนำเปรมว่า อาจจะมีรัฐประหารเกิดขึ้นอีก
ถ้ากองทัพไม่มีที่ไม่มีทางในรัฐบาล
ด้วยการสนับสนุนเปรม K ได้ประกาศให้มีการประชุมสมัยพิเศษขึ้นเพื่อการแปรญัตติรัฐธรรมนูญ
การแปรญัติติผ่านไปอย่างง่ายดายในวาระที่ 1 และวาระที่
2 อาศัยความเห็นชอบของเจ้าหน้าที่ระดับสูงจากทั้งสองสภา แต่ในวาระที่
3 ที่จัดขึ้นในวันที่ 16 มีนาคม 2526 นั้น 2 ใน 3ของการออกเสียงเสนอให้การแปรญัตติตกไป
อย่างไรก็ตาม เปรมมีอีกแผนหนึ่งซึ่งต้องการความเหมาะเจาะในเรื่องของช่วงเวลาที่จะทำให้สังคมเห็นว่า K ให้การสนับสนุนตนอย่างชัดเจน
ช่วงเปลี่ยนรัฐบาลยุติในวันที่ 21 เมษายนโดยเปรมให้ขอร้องให้
K ยุบสภาในวันที่ 19 มีนาคม (At Prems’
request the king dissolved parliament on March 19, p.284, Hanley 2006) และกำหนดวันเลือกตั้งทั่วไปขึ้นในวันที่ 18เมษายน หมายความว่า
รัฐบาลใหม่ต้องก่อตั้งภายใต้กฎหมายเดิม มีอายุได้นาน 4 ปี และอำนาจของทหารในทางการเมืองยังดำรงอยู่ต่อไป
ในช่วงการเลือกตั้ง พรรคประชาธิปัตย์และพรรคกิจสังคมได้ใช้สองประเด็นเป็นตัวชูโรงในการหาเสียงกับประชาชน
นั่นคือ ระหว่างประชาธิปไตย และเผด็จการทางทหาร ประชาชนจะเลือกฝ่ายไหน และประเด็นแอบแฝงก็คือ K สนับสนุนเปรม อย่างไรก็ดี
ต้องขอบคุณคะแนนเสียงจากชนบท เมื่อการนับคะแนนสิ้นสุด ผู้ชนะการเลือกตั้งโดยครองเก้าอี้ในสภามากที่สุดคือพรรคชาติไทยของประมาณ
อดิเรกสาร และชาติชาย ชุณหะวัณ ซึ่งมีภาพพจน์ของการทุจริตและมีความเชื่อมโยงกับฝ่ายขวาที่ใช้ความรุนแรงในปีพ.ศ.2519 ขณะที่ภาพพจน์ของประมาณเป็นปัญหาต่อการเป็นผู้นำประเทศ
เปรมที่ไม่ได้ลงสมัครรับเลือกตั้ง ได้ใช้ประโชยน์จากความหวาด กลัวภาพลักษณ์ของประมาณ(ของสังคม-ผู้แปล) กดดันพรรคการเมืองใหญ่ๆ
ฝ่าu3618 ยตรงข้ามประมาณให้สนับสนุนตน และผลักดันพรรคชาติไทยไปเป็นฝ่ายค้าน
เปรมแสดงให้นักการเมืองเห็นว่าเขาจะไม่เคยลืมนักการเมืองที่ให้การสนับสนุนเขา แทนที่จะจัดสรร
ตำแหน่งตามลำดับและความเหมาะสม เปรมกลับเลือกคนนอกที่แสดงความ จงรักภักดีต่อเปรมมาเป็นรัฐมนตรี
แล้วเปรมก็เดินหน้าสร้างความชอบธรรมในการสร้างระบบ วัง-กองทัพต่อไปภายใต้สโลแกนที่ว่า
“กองทัพจะมีบทบาทสำคัญอย่างยิ่งในการปกป้องประเทศ, เสรีภาพของชาติ,และ ระบอบประชาธิปไตย อันมีพระมหากษัตริย์เป็นประมุข”.
K แสดงให้เห็นอย่างชัดเจนว่าเขาสนับสนุนเปรมในการเคลื่อนไหวในแต่ละเรื่อง ในวันคล้ายวันเกิด
(5 ธันวาคม) ปีพ.ศ.2526
จากเวลา 45 นา ทีที่ K ออกมาพูด
มีหลายส่วนในคำพูดของ Kที่แสดงให้เห็นว่า K ต่อต้านนักการเมืองที่มาจากการเลือกตั้ง และเจ้าหน้าที่ข้าราชการที่เป็นพลเรือน
ในทางกลับกัน ในคำกล่าวทั้งหมดไม่มีส่วนใหนคัดค้านเปรมและการเป็นผู้นำทางการทหาร
Kตำหนิเจ้าหน้าที่และนักการเมืองในการแก้ปัญหาน้ำท่วมอย่างงี่เง่า ปล่อยให้พื้นที่กรุงเทพส่วนใหญ่จมน้ำอยู่หลายสัปดาห์
K แสดงให้เห็นอย่างชัดเจนว่า กลุ่มนักการเมืองและข้าราชการพลเรือนเหล่านี้ไร้ความสามารถ
ต่างจากกลุ่มนายทหาร
ในการกลับมาอยู่ในตำแหน่งเป็นสมัยที่สอง เปรมยังคงปกป้องและส่งเสริมสถาบันกษัตริย์อย่างต่อเนื่อง
เขาใช้เวลาส่วนใหญ่ในการ ปกปิดจุดด่างพร้อยต่างๆ ของครอบครัว K ซึ่งนับเป็นงานที่ยากสาหัส
ทันทีที่เปรมเข้ารับตำแหน่งในปี พ.ศ. 2523 เขาได้รื้อฟื้นโครงการก่อสร้างอนุสาวรีย์รัชกาลที่ 7 ที่รัฐสภา ซึ่งริเริ่มให้ก่อสร้างในสมัยธานินท์ กรัยวิเชียรในปีพ.ศ.2519ทั้งนี้เพื่อให้เป็น สัญลักษณ์ว่าราชบังลังก์สนันสนุนความเป็นประชาธิปไตย
มีการเฉลิมฉลองอนุสาวรีย์ ในวันรัฐธรรมนูญของปีพ.ศ.2523
และมีโครงการจะเปลี่ยนชื่อวันนั้นเป็นวันประชาธิปกตามชื่อรัชกาลที่
7 อย่างไรก็ดี ความคิดดังกล่าวล้มเลิกไป ในช่วงเวลาเดียวกัน โครงการอนุสาวรีย์ของกลุ่มบุคคล
(ใ นปี 2475-ผู้แปล) ที่ทำการเรียกร้องการเปลี่ยนแปลงระบอบการปกครองเป็นระบอบประชาธิปไตย
ถูกรัฐบาลคัดชื่อออกไปจากบัญชีรายการมรดกแห่งชาติ โดยมีจุดมุ่งหมายเพื่อยับยั้งไม่ให้อนุสาวรีย์นี้u3606
ถูกสร้างขึ้น
นั่นคือ รัฐบาลเปรมต้องการลบล้างความทรงจำของคนเกี่ยวกับการเปลี่ยนแปลงการปกครองในวันที่ 24 มิถุนายน
2475 เวลาผ่านไปกว่า 50 ปี จึงมีผู้คนเพียงเล็กน้อยเท่านั้นที่ยังคงจำเรื่องราวความจริงของวันที่
24 มิถ ุนายนได้ นอกจากนี้ เปรมยังต้องรับภาระในการจัดการเรื่อง ของอดีตผู้นำการเปลี่ยนแปลงการปกครอง
2 ท่าน ได้แก่ ปรีดี พนมยงค์ และพระพิมลธรรม ในขณะที่เปรมครองอำนาจ ปรีดีอาศัยอยู่ที่กรุงปรารีส
และมีอายุ 80 ปี หลังจากที่ลี้ภัยจากประเทศไทยไปเมื่อ
30กว่าปีที่แล้ว ครอบครัวและมิตรสหายของ ปรีดีได้ยื่นฎีกาต่อ
K ให้อนุญาตปรีดีกลับมาไทยโดยร้องขอความปรานีและการอภัยจาก K
แต่ในวังกลัวว่า ปรีดียังคงเป็นอันตรายทาง การเมือง(อันจะกระทบถึงความมั่นคงต่อรัฐบาลทหารของ K-ผู้แปล)
นอกจากนี้ ปรีดียังเป็นวีระบุรุษของนักศึกษาในทศวรรษ 2500 อีกทั้งลูกศิษย์ลูกหาของปรีดีมากมายได้เป็นครูบาอาจารย์ และเป็นใหญ่เป็นโตในระบอบราชการปัจจุบัน
เปรมได้แก้ปัญหาดังกล่าวให้กับ K ด้วยการสร้างข่าวว่า ปรีดีสามารถกลับไทย และในวังไม่ได้ติดใจว่าปรีดีปลงพระชนน์รัชกาลที่
8 อย่างไรก็ดี การอนุญาตอย่างเป็นทางการไม่เคยเกิดขึ้นแต่ผู้ที่เกี่ยวข้อง
(รวมทั้ง K) ไม่ถูก(สังคม)ตำหนิว่าไม่มีความเป็นธรรมต่อปรีดี ปรีดีเสียชีวิตในกรุงปารีสในวันที่
2 พฤษภาคม 2526 การตายของปรีดีได้เผยให้เ ห็นความอาฆาตแค้นของในวังต่อปรีดี
หลังจากที่ปรีดีเสียชีวิต ร่างของเขาถูกส่งกลับมายังบ้านเกิดในประเทศไทยเพื่อทำพิธีปนญา
นกิจศพ ในวังปฎิเสธการเป็น เจ้าภาพในพิธีเพลิงศพปรีดี ผิดกับปกติที่ทางวังจะส่งตัวแทนมาเป็นเจ้าภาพในพิธีงานศพของผู้นำรัฐบาลคนก่อนๆ
ทุกครั้ง ยกเว้นงานเพลิงศพของจอมพลพิบูลย์สงคราม
บทบาทของผู้นำอีกคนที่สร้างความปวดหัวให้กับเปรม คือ พระพิมลธรรม หลังจากได้รับการขับออกจากการเป็น สมณเพศและถูกจำคุกโดยข้อกล่าวหาที่ไม่เป็นความจริงของสฤษดิ์
ในต้นทศวรรษ 1960 พระพิมลธรรมยังคงมีบทบาทในทศวรรษ 1970 ในช่วงปลายปีพ.ศ. 2523เจ้าอาวาสวัดมหาธรรมถึงแก่อาสัญกรรม และพระลูกวัดได้โหวตให้พระพิมลธรรมเข้ารับตำแหน่งเจ้าอาวาส
อย่างไรก็ตาม ทางวังและราชา คณะสงฆ์ (มหาเถระสมาคม) ไม่รับรองการแต่งตั้งให้พระรูปใดขึ้นมาเป็นเจ้าอาวาสวัดที่สำคัญที่สุดขu3629
องประเทศ หลังจากนั้น 9 เดือน เสียงวิพากษ์วิจารณ์ของสาธารณะและการข่มขู่จะทำการประท้วงของพระ
ได้ผลักดันให้มหาเถรสมาคม จำต้องยอมให้พระพิมลธรรมเป็นเจ้าอาวาสวัดมหาธาตุรูปต่อไป
เรื่องยังไม่จบเพียงเท่านั้น ในระบบของมหาเถระสมาคม ตำแหน่งสูงสุด คือ สมเด็จซึ่งจะมอบให้กับพระชั้นสูง ที่มีอาวุโสสูงสุดทั้งด้านวัยวุฒิและคุณวุฒิ
ตำแหน่งสมเด็จนี้ มี 6ตำแหน่ง และสมเด็จหนึ่งในหกตำแหน่งนี้จะได้รับเลือกเป็นสมเด็จพระสังฆราช
อันเป็นตำแหน่งสูงสุดของมหาเถระสมาคม ตำแหน่งรองสมเด็จ มี 12 ตำแหน่ง โดย K จะเป็นผู้พระราชทานตำแหน่งใหักับสมณะเจ้าทั้งหมดนี้
ภายใต้คำแนะนำจากสภามหาเถระสมาคม และกรมการศาสนาในวันที่ 5 ธันวาคม
พระพิมลธรรมอยู่ในอันดับรองสมเด็จในทศวรรษ 1950 ต่อมา สฤษด ิ์ได้ถอดตำแหน่งของพระพิมลธรรมออกไป
แต่ได้รับตำแหน่งคืนในปีพ.ศ. 2518 พระพิมลธรรมมีคุณสมบัติครบถ้วนต่อการรับตำแหน่งสมเด็จในสภามหาเถระสมาคม
แต่ถูกในวังขัดขวางจนไม่ได้รับตำแหน่ง ต่อมาหนึ่งในหกสมเด็จพระเถระ สวรรคตในปีพ.ศ. 2526 มีการเคลื่อนไหวเกิดขึ้นเพื่อเรียกร้องให้มอบตำแหน่งสมเด็จให้แก่พระพิมลธรรม
ซึ่งจริงๆ แล้ว พระพิมลธรรมมีคุณสมบัติมากกว่าพระรูปอื่นๆ และท ่านเป็นรองสมเด็จที่อาวุโสกว่าพระอีกสองรูป ที่เข้ารับตำแหน่งสมเด็จพระสังฆราชไปก่อนหน้านี้
ด้วยเหตุผลดังกล่าว สภาคณะสงฆ์ภาคอิสาน (Isan sangha council) ได้มีมติเป็นเอกฉันท์ในการสนับสนุนพระพิมลธรรมขึ้นสู่ตำแหน่งสมเด็จพระเถระ
เปรมและในวังมีปฏิกริยาตอบสนองต่อเสียงเรียงร้องดังกล่าวด้วยการรื้อฟื้นข้อกล่าวหาว่าพระพิมลธรรม
เป็นอันตรายต่อความมั่นคงของประเทศ, สถาบันกษัตริย์, และสถาบันสงฆ์
แท้จริงแล้วเปรมและในวังกังวลใจว่าพระพิมลธรรมจะได้รับเลือกขึ้นเป็นสมเด็จพระสังฆราช
หากท่านได้รับแต่งตั้งเป็นหนึ่งในหกสมเด็จพระเถระ เนื่องจากสมเด็จพระเถระที่ด้อยอาวุโสกว่าถูกตระเตรียมไว้แล้ว
(โดยเปรมและทางในวัง) เพื่อให้ขึ้นเป็นสมเด็จพระสังฆราชองค์ต่อไป
นั่นคือพระญาณสังวร ซึ่งเป็นพระที่ปรึกษาทางจิตวิญญาณของ K
กรณีของพระพิมลธรรมก็เหมือนกับที่เกิดขึ้นต่อการกลับมาของปรีดี มีประเด็นที่ถ ุกหยิบยกมากล่าวถึงในเครือข่ายลับระหว่างวัง, สภาสงฆ์,
และรัฐบาล และอุบัติเหตุถูกนำมาใช้เป็นอุบายกีดกันการแต่งตั้งพระพิมลธรรมเป็นสมเด็จ
เริ่มจากทางสภาสงฆ์ สืบเนื่องจากการที่หัวหน้า คณะสงฆ์ภาคอีสาน ได้เสนอชื่อพระพมนธรรมเข้าชิงตำแหน่งในวันที่
20 พฤศจิกายน ก่อนจะถึงวันคล้ายวันเกิดของ K แปดวัน
หลังจากการเสนอชื่อ สมเด็จพระสังฆราชได้ขอให้กรมการศาสนาเสนอการแต่งตั้งสมเด็จพระเถระในตำแหน่งที่ว่างลงเข้าสู่สภาสงฆ
์ เป็นท ี่แน่นอนว่าสิ่งเหล่านี้ไม่เกิดขึ้นและได้รับการอธิบายภายหลังว่า เนื่องจากจดหมายของสมเด็จพระสังฆราชที่บรรจุคำร้องดังกล่าวหายไป
นี่เป็นสิ่งที่เหลือเชื่อ เพราะเรื่องสำ คัญแบบนี้ไม่ควรจะสูญหาย เปรียบเสมือนเป็นการทำคำสั่ง
(ที่จะแต ่งตั้งสมเด็จพระเถระ) ของ K หายไปเลยทีเดียว แน่นอนว่าเหตุการณทั้งหมดนี้ Kมีส่วนรู้ร่วมเห็น
และโดยไม่ต้องสงสัย พระพิมลธรรมไม่ได้รับแต่งตั้ง เป็นสมเด็จพระเถระหนึ่งในหกในวันที่
5 ธันวาคมของปีนั้น
ในกลางปีพ.ศ. 2527 สมเด็จพระเถระอีกองค์หนึ่งสรรคต ทำให้มีตำแหน่งสมเด็จว่างลงสองตำแหน่ง
(รวมหนึ่งตำแหน่งที่ว่าง อยู่ก่อนหน้านี้เพราะ พระพิมลธรรมไม่ได้รับการแต่งตั้ง)และเป็นอีกครั้งที่วันเกิดของ K ผ่านไปโดยไม่ได้มีการแต่งตั้ง พระรูปใดขึ้นเป็นสมเด็จพระเถระทั้งที่การแต่งตั้งพระอันดับสูงทั้งสิบตำแหน่งถือเป็นสิทธิประโยชน์ที่สำ
คัญของ K ในการสร้างความเป็นสิริมงคล ให้กับตัวเองแต่กลับละเลย
จึงเป็นเรื่องชัดเจนว่า การที่ K งดเว้นการแต่งตั้งสมเด็จพระเถระ
ในสองปีที่ผ่านมา เนื่องจากเขาไม่ต้องการแต่งตั้งพระพิมลธรรมขึ้นเป็นหนึ่งในสมเด็จพระเถระ
ในขณะนั้น พระพิมลธรรมอายุ 83 ปีแล้ว และในวังหวังง่ายๆ ว่า พระพิมลธรรมจะตายในเร็ววันนี้เหมือนกับปรีดี
ปีพ.ศ.2528 จึงผ่านไปอีกปีโดยไม่มีการเคลื่อนไหวใดๆ
ในมหาเถระสมาคม ในขณะที่ พระอันดับสูง 17 รูป จากสภาสงฆ์อิสานได้ขู่ว่าจะคืนยศและตำแหน่งใหักับสภาสงฆ์
การกระทำดังกล่าวเป็นการหมิ่นและ สร้างความอับอายครั้งมโหฬารให้กับสภาสงฆ์ ในที่สุด
K จำต้องแต่งตั้งพระพิมลธรรมเป็นหนึ่ง ในสมเด็จพระเถระใน วันคล้ายวันเกิดของเขาต่อมาตำแหน่งสมเด็จที่ว่างอีกตำแหน่งตกเป็นของพระอนุรักษ์นิยมอีกรูปหนึ่ง
ในความเป็นจริง พระพิมลธu3619 รรม แก่เกินไปที่จะก่อปัญหาใดๆ
ให้กับในวัง และท่านสวรรคตใน 2-3 ปีต่อมา และ พระญาณสังวร ก็ไร้คู่แข่งในการขึ้น เป็นสมเด็จพระสังฆราชองค์ต่อไป
หลังจากเปรมได้จัดการเก็บพยานรู้เห็นอดีตอันน่าเกลียด (ของ K และราชวงศ์) จนหมดเกลี้ยงเขาก็ไม่ต้องใช้ความสามารถ มากมายอะไรนักในการรณรงค์ส่งเสริม
K และวัฒนธรรมเจ้า เริ่มจากการกระทำตัวเองให้เป็นตัวอย่างที่ดี เปรมเข้าเฝ้าขอคำปรึกษาจาก
K อย่างน้อยอาทิตย์ละครั้งในตำหนัก โดยการหมอบกราบ คลานเข่า และการพูดจาแบบสำรวมเจียมเนื้อเจียมตัว
ในขณะที่ผู้นำรุ่น ก่อนเปรมสวมชุด ข้าราชการทหารและชุดสากลแบบตะวันตก เปรมกลับสวมใส่ผ้าใหมชุดพระราชทาน
ซึ่งเป็นแฟชั่นสมัยรัชกาลที่ 5 แต่คนไทยส่วนหนึ่งกลับเข้าใจว่าชุดพระราชทานออกแบบในยุคของ
K ปัจจุบัน หลังจากนั้น การแต่งกายของเปรมก็เป็นแม่แบบของพวก ขุนนาง,นักการเมือง, และนักธุรกิจ ที่เข้าเฝ้า K และ Q นอกจากนี้ พวกเขายังได้รับเอาชุดพระราชทานเป็นส่วนหนึ่ง
ของเครื่องแบบแต่งในที่ทำงาน ในสังคมชั้นสูง และกลุ่มผู้ทะเยอทะยานอยาก ทั้งหลายได้แข่งขันกันบริจาคเงินในกับราชวงศ์ และเข้าร่วมงานต่างๆของเจ้า
พวกเขาต่างแสวงหาที่จะมีส่วนร่วมในสังคมชั้นสูง โดยได้รับการดูแลจากเปรม และมีศูนย์กลางส่วนหนึ่งที่โรงแรง ดุสิตธานีโรงแรมนี้กลายเป็นสถานทีจัดงานเพื่อการกุศลของราชวงศ์
ทั้งยังมีภัตตาคารที่เป็นที่ชื่นชอบของQ, เปรม, และกลุ่มผู้หญิงชาววัง ด้วยเหตุนี้ โรงแรมดุสิตจึงกลายเป็นสถานที่สำหรับนักธุรกิจ,นักการเมือง, นายพล,และเหล่าภรรยามาชุมนุมและทำธุรกิจไปด้วยปริยาย
เปรมให้การรับรองครอบครัวราชวงศ์ในเกือบทุกสถานที่เท่าที่จะเป็นไปได้ เขาตอบสนองข้อเรียกร้องที่เพิ่มขึ้นมากเรื่อยๆ
ของราชวงศ์ โดยเฉพาะอย่างยิ่งจาก Q ในการรณรงค์ส่งเสริมความชื่นชมราชวงศ์ของ ทหารและข้าราชการพลเรือน
และการในคำแนะนำเกี่ยวกับการกระทำสัญญาต่างๆ ของรัฐบาล ในขณะ เดียวกัน เปรมได้ใช้เ
งินหลวงในการก่อสร้างวังต่างๆ ให้กับครอบครัวราชวงศ์ รวมถึงพระราชตำหนักของแม่ของ
K บนยอดดอยเต่า จ. เชียงรายที่ย้ายจาก สวิตเซอร์แลนด์มาอยู่ในประเทศ ไทยอย่างถาวรในปลายทศวรรษที่
1980 นอกจากนี้เปรมได้คัดรายชื่อสถานประกอบการของรัฐ อาทิเช่น สายการบินไทย,
องค์การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย, การไฟฟ้าแห่งประเทศไทย,
เพื่อให้กลุ่มธุรกิจเหล่านี้โฆษณาและ เฉลิมฉลองราชบังลังก์ ด้วยความช่วยเหลือจากภาคธุรกิจ
ทุกๆวันหยุด และแม้กระทั่งวันหยุดที่เคร่งครัดทางศาสนา ก็กลายเป็นวันรณรงค์ส่งเสริมราชวงศ์ไปด้วย
กิจกรรมของครอบครัวมหิดลถูกถ ่ายทอดอย่างถี่ยิบ ทางทีวีและวิทยุ วันเกิดของ
K และ Q ได้รับการรณรงค์ส่งเสริมให้เป็น วันพ่อและวันแม่แห่งชาติ
ตามลำดับ
สถาบันกษัตริย์ม ่งความสนใจต่อการเฉลิมการครบรอบสองร้อยปีกรุงรัตนโกสินทร์ในปีพ.ศ.2525 ขณะที่ชุมชนดั้งเดิมและประชาชน ในกรุงเทพส่วนใหญ่ให้ความสนในเรื่องนี้เพียงเล็กน้อยสีสรรของงานนี้คือ
การนำเอาพระราชพิธีแห่เรือสุพรรณหงส์มาจัด ซึ่งแต่เดิมจะจัดขึ้นเฉพาะในเทศการกฐินพระราชทานที่วัด
อรุณ แต่ในปัจจุบันได้จัดขึ้นเพื่อเฉลิมฉลองสถาบันกษัตริย์และโฆษณานักท่องเที่ยว ในงานเฉลิมฉลอง
กรุงรัตนโกสินทร์สองร้อยปี มาพร้อมกับสิ่งมหัศจรรย์ที่บ่งชี้ความโชติช่วงชัชวาลย์ของราชวงศ์จักรี
ม.ร.ว.ทองน้อย ทองใหญ่
ผู้ช่วยของ K กล่าวว่าในวันครบรอบสองร้อยปีกรุงรัตนโกสินทร์ในวันที่
5 เมษายน เวลา 11:00 น. พระอาทิตย์ได้สาดแสงส่องทะลุ ผ่านเมฆ
มีรัศมีทรงกลด ซึ่งตรงกับที่พระทำนายไว้ และสิ่งเดียวกันนี้ได้เกิดขึ้นทุกๆรอบสองร้อยปีก่อนหน้านี้
ผู้สื่อข่าวต่างประเทศก็เกาะติดราชวงศ์เช่นกัน นิตยสารเอเชียวีค เขียนข่าวว่า ราชวงศ์จักรีได้สร้างคนรุ่นต่อไป ของสถาบันที่มีคุณลักษณะ ยอดเยี่ยม
คือ K ปัจจุบัน ที่นำประเทศไทยให้ก้าวลุล่วงวิกฤตการณ์ร่างรัฐธรรมนูญ (การเปลี่ยนระบอบการปกครอง จากระบอบ สมบูรณายาสิทธิราชย์ มาเป็นระบอบประชาธิปไตย)
นิตยสารดังกล่าวหยิบยกวิกฤตการณ์ในปีพ.ศ.
2516 และ 2524มาอ้างถึง อย่างไรก็ตาม ทั้งสองเหตุการณ์นี้ไม่ไช่วิกฤตการณ์การ
ร่างรัฐธรรมนูญ ขณะที่เหตุการณ์ที่เป็นวิกฤตการณ ์ร่างรัฐธรรมนูญอย่างที่แท้จริงท ี่เกิดขึ้นในเดือนตุลาปีพ.ศ. 2519 กลับไม่ได้เอ่ยถึงนิตยสารเนชั่นแนลจีโอกราฟฟิคเสนอบทความยาว
เหยียดโดยไม่ยอม กล่าวถึงการทำรัฐประหารของทหาร และกล่าวว่า K และสถาบันพุทธศาสนาเป็นผู้ก่อสร้างชาติ ในบทสัมภาษณ์ K กล่าวว่า“การพัฒนาของประเทศไทยเป็นเรื่องเกี่ยวกับการ
มองหาสิ่งที่ดีของอดีต ขนบธรรมเนียมประเพณีได้เปลี่ยนแปลงตามเวลา นี่เป็นบทเรียน ที่เราใช้ประเพณีอันเก่าแก่และปรับปรุง
ให้สามารถใช้ได้ในปัจจุบันและในอนาคต”.
อย่างประชดประชัน, อาจเป็นเพราะการให้ความสำคัญกับประเพณีอันเก่าแก่ในอดีตของ
K,นิตยสารจีโอกราฟฟิคในฉบับเดียวกัน ได้ตี พิมพ์เรื่องปกเกี่ยวกับ ผลกระทบของวิวัฒนาการของชิ้นส่วนซิลิคนต่อชีวิตของประชาชน
ความตายและการเจ็บป่วยบางครั้งก็กลายเป็นสิ่งรณรงค์ส่งเสริมราชบังลังก์ได้เช่นเดียวกันการเจ็บป่วยของ K ในปีพ.ศ. 2525 รัฐบาลและทหารได้ส่งเสริมให้สาธารณะชนแสดงความจงรักภักดี
นำทีมโดยกลุ่มลูกเสือชาวบ้าน กรมการศาสนาได้จัดพิธีทางศาสนา การนั่งสมาธิเป็นกลุ่มเพื่อK
บางกลุ่มนำทีมโดยสมเด็จพระสังฆราช ความปรารถนาดีเป็นห่วงเป็นใยส่งมาจากทุกมุมโลกถูกตีพิมพ์
เผยแพร่ เพื่อชี้ให้ประชาชนเห็นว่า K เป็นธรรมราชาที่ได้รับการเคารพจากสากลโลก
เมื่อสมเด็จพระนางเจ้ารำไพพรรณี(มเหสีของของรัชกาลที่ 7) สิ้นพระชนม์ในเดือนพฤษภาคม2527 เปรมได้ขยายเวลาไว้ทุกข์จาก 100 วันไปเป็น 11 เดือนทั่วประเทศ รัฐบาลจ่ายเงินไปหลายล้านเหรียญสหรัฐ ในการจัดพิธีเพลิงศพสมเด็จพระนางเจ้ารำไพพรรณีนเดือนเมษายน 2528พระเมรุที่เผาศพสูง 29 เมตร และตลอดความยาว 3 กิโลเมตรจากวังถึงพระเมรุตกแต่งด้วยราชรถสีแดงและสีทองเพื่อบรรทุก ที่บรรจุพระศพซึ่งตกแต่งด้วยเพชรนิลจินดา มีขบวนทหารเป็นพันตามด้วยวงโยทวาธิตมาในชุดแต่งกาย ราชวงศ์จักรี ตอนต้น ภาพที่ปรากฎจากการถ่ายทอดสดทางทีวีตระกูลมหิดลนำราชวงศ์จักรีเป็นร้อยร่วม ในขบวนพิธี ในระหว่างนั้น